วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

หด

                                                     ลุงขี้บ่น 
        แม้เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า  อย่าทดท้อ         ความสำเร็จ หรือจะรอ คนท้อถอย
        ความสำเร็จ อยู่ที่ฝัน  วันรอคอย               จงอย่าปล่อย โอกาสทอง  ล่องลอยลา
        อันแม่พ่อ ก็แก่เฒ่า เจ้าก็รู้                       พ่อแม่ตาย ใครเลี้ยงดู  เจ้าเล่าหนา
        เหลือมรดก ทิ้งให้เจ้า เปล่าเลยนา            จึงส่งให้  เรียนวิชา จำให้ดี
        มีวิชา เหมือนมีทรัพย์ ยอมรับเถอะ            อย่าสะเออะ ทำชั่วช้า พาเสื่อมศรี
        ยังวัยเรียน เพี้ยนเสพยา บ้าเต็มที             บ้างก็มี  เมียผัว  มั่วสุมกัน
        บ้างก็ซิ่ง กลิ้งมากหลาย ตายก็มาก           มีหลายหลาก พิการกาย ไร้สุขสรรค์
        ความอดทน เหือดหาย จากใจพลัน          ความมักง่าย มันกระทั่น กระแทกใจ
        ความใฝ่ดี ก็หนีหาย ไปกันหมด               แสนรันทด เยาวชน พ้นวิสัย
        จะเยียวยา  แล้วผอง ของเด็กไทย            การศึกษา ระบบใด กอบกู้ที

                 "แล่ว...เก่งอีตายนักวิชาการไทยเรา แหลงโอ้รด พันนู่พันนี่ แล่วก็แพล่ด ๆ
                  เอามัธยมมารวมกับประถมซิ แล ๆ มัน..เอ้า..ไหนถ้ารวมกันเราแย้แน่ ๆ
                  ไหนลองแยกประถมกับมัธยมซิ....รกอกจังแล่วนิ ตกอยู่ที่สุดท้ายเพื่อนแล่ว
                   พี่ไทยเรา"

                                        "สมองใหญ่  ใจแฟบ"
                                
                           "เหนือยหลานบาวเห้อ...หวางอีได้สักบาท
                            อย่าเที่ยวเกเรกันให้มันมากไป เห็นดูคนหา
                            เบี้ยมั้งต๊ะ เหงื่อย้อยทางร่องโมงแล้วนิ...ตั้งใจ
                            เรียนกันให้ดี ๆ ต๊ะ"

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค


พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 คลิกที่นี่
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2541 คลิกที่นี่
 คลิปเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค คลิกที่นี่


พระราชบัญญัติลิขสิทธิ พ.ศ. 2537  คลิกที่นี่

ขั้นตอนการขอจดลิขสิทธิ์
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ให้ความคุ้ม
ครองแก่งานสร้างสรรค์ 9 ประเภท คือ
- งานวรรณกรรม
- งานนาฎกรรม
- งานดนตรีกรรม
- งานศิลปกรรม
- ภาพยนตร์
- งานแพร่เสียงแพร่ภาพ
- สิ่งบันทึกเสียง
- โสตทัศนวัสดุ
- และงานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์
และแผนกศิลปะ 


งานเขียนเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานวรรณกรรม
ซึ่งผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ผลงาน
เสร็จ โดยมิต้องทำการจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิแต่อย่างใด
แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญามีบริการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และเพื่อให้ประชาชนทราบ
ข้อมูลดังกล่าวโดยมิต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด
และต้องนำหลักฐานการแจ้งดังนี้

1. แบบ ลข.01 และสำเนา 1 ฉบับ
2. หลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
3. ผลงานลิขสิทธิ์ จำนวน 1 ชุด 4. สำเนาบัตรประชาชน
พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
- กรณีนิติบุคคลให้ใช้ต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคลทิ่ออก
ให้ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันออกหนังสือรับรอง
- หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐบาลใช้สำเนาหนังสือแต่งตั้ง
ผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กร
- มูลนิธิใช้สำเนาหนังสือจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ หนังสือแต่ง
ตั้งตัวแทน หนังสือมอบอำนาจต้องติดอากร 30 บาท
พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
(สำเนาทุกฉบับต้องรับรองสำเนาถูกต้อง)
โดยสามารถดำเนินการได้ที่งานบริการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา
โทรศัพท์ 0-2547-4633 หรือ 0-2547-4634 หรือที่
สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

เมื่อท่านได้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ ท่านจะได้รับความ
คุ้มครองแก่งานนั้นทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน
โดยท่านสามารถระบุชื่อของท่านในฐานะผู้สร้างสรรค์
วัน เดือน ปี ที่สร้างสรรค์ เพื่อเป็นการแสดงความเป็นเจ้า
ของลิขสิทธิ์ได้ ขณะเดียวกันท่านอาจมาแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ได้ที่กรม
ทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน 


ข้อมูลจาก http://www.deewrite.com/knowledge/copyrights_6.html

พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน


พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน
พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ฉบับที่ 2  คลิกที่นี่
พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ฉบับที่ 3  คลิกที่นี่

พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์

 วิธีการศึกษา ให้นักเรียนคลิกดาวน์โหลดก่อน แล้วคลิกเปิดครับ

พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 คลิกที่นี่
สาระสำคัญพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2554 คลิกที่นี่  มีอะไรเพิ่มเติมบ้าง
พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ฉบับการ์ตูน คลิกที่นี่ 

                    การกระทำที่เข้าข่ายกระทำความผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์


  • เจาะข้อมูลผู้อื่นที่ตั้ง Password เอาไว้

  • เอา Password ระบบรักษาความปลอดภัย หรือความมั่นคงของผู้อื่นไปเปิดเผย

  • ละเมิดข้อมูลผู้อื่นโดยยังไม่ได้รับอนุญาต

  • ดัก e-Mail ส่วนตัวคนอื่น ขณะทำการส่ง e-Mail

  • แก้ไข ทำลายข้อมูลคนอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม

  • ก่อกวนระบบคนอื่นจนระบบล่ม

  • ส่ง Forward Mail รบกวนผู้อื่นจนก่อให้เกิดความเดือดร้อน หรือเสียหาย

  • กระทำการสร้างความเสียหายต่อบุคคล ที่กระทบต่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศ ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

  • เผยแพร่โปรแกรมที่ใช้ในการกระทำผิด

  • เผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

  • ตกแต่งภาพบุคคล และโพสต์เข้าระบบคอมพิวเตอร์

ข้อมูลจาก http://ictcenter.spu.ac.th/content/192/4975.php

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร


พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 คลิกที่นี่

พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534

พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 คลิกที่นี่

พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2551

พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2551 และสรุปสาระสำคัญ คลิกที่นี่

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และฉบับแก้ไขจนถึง 2550  คลิกที่นี่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                                       ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คลิกที่นี่

ประมวลกฎหมายอาญา


ประมวลกฎหมายอาญา คลิกที่นี่
ดูคลิปการ์ตูน เรื่องมีต้องโทษด้วยคดีอาญา คลิกที่นี่ 
ดูคลิปการ์ตูน เรื่องสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลย คลิกที่นี่

กฎหมายอาญาตอนที่ 1


คลิกดาวน์โหลด แล้วคลิกอ่าน












ข้อมูลจาก http://e-book.ram.edu/e-book/indexstart.htm

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

นิติกรรมสัญญา


คลิกดาวน์โหลด แล้วคลิกเปิด

กฎหมายว่าด้วยมรดก

กฎหมายว่าด้วยมรดก
คลิกดาวน์โหลด แล้วคลิกเปิด
คลิปการ์ตูนตอน พินัยกรรมและการจัดการมรดก คลิกที่นี่

กฎหมายลักษณะหนี้

กฎหมายลักษณะหนี้
คลิกดาวน์โหลดก่อน แล้วคลิกเปิด

กฎหมายลักษณะครอบครัว

กฎหมายลักษณะครอบครัว
คลิกดาวน์โหลด แล้วคลิกเปิด

นิติกรรม

ข้อมูลจาก http://e-book.ram.edu/e-book/l/LW203/lw203-1-3.pdf

ทรัพย์


ทรัพย์


ทรัพย์ 
หมายความว่า  วัตถุที่มีรูปร่าง  (มาตรา 137)

ทรัพย์สิน 
หมายความรวมทั้งทรัพย์ และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคา และถือเอาได้  (มาตรา 138)
                  
คำว่า วัตถุไม่มีรูปร่างคือวัตถุที่ไม่สามารถมองเห็น จับ ต้อง สัมผัสได้ ไม่มีส่วนสัด ไม่มีตัวตน ไม่มีขนาด เช่น แก๊ส กำลังแรงของลม พลังปรมาณู
และยังรวมถึงสิ่งที่ไม่มีรูปร่างที่กฎหมายได้รับรองแล้ว เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สิทธิในเครื่องหมายการค้า  กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง ภารจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน ภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ สิทธิจำนำ  สิทธิจำนอง สิทธิการเช่า สิทธิตามสัญญากู้ สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ฯลฯ
 มนุษย์มิใช่ทรัพย์หรือทรัพย์สิน เพราะมิใช่วัตถุที่มีราคาและถือเอาได้ และมนุษย์ยังเป็นประธานแห่งสิทธิ หรือผู้ทรงสิทธินั่นเอง

ประเภทของทรัพย์สิน
1.  อสังหาริมทรัพย์
2.  สังหาริมทรัพย์
3.  ทรัพย์แบ่งได้
4.  ทรัพย์แบ่งไม่ได้
5.  ทรัพย์นอกพาณิชย์

อสังหาริมทรัพย์
          แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.     ที่ดิน
2.     ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร
3.     ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
4.     ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน

ที่ดิน
หมายถึง พื้นดินทั่วๆ ไป อันมีอาณาเขตพึงกำหนดได้โดยการวัดเป็นส่วนกว้างและส่วนยาว

ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร  ซึ่งอาจติดอยู่กับที่ดินได้ 2  ลักษณะคือ
1.       ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยธรรมชาติ
2.       ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยมีผู้นำมาติดโดยติดตรึงตรา ยึดมั่นกับที่ดินอันมีลักษณะเป็นการถาวร   แม้ว่าผู้นำมาติดจะมีเจตนาเพียงให้อยู่ชั่วคราว ก็ถือว่าเป็น อสังหาริมทรัพย์ 

ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
หมายถึง ทรัพย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่อยู่บนพื้นโลก รวมสภาพตามธรรมชาติหรือมีผู้นำมาประกอบกับที่ดิน เช่น ก้อนหิน กรวด ทราย แร่โลหะต่างๆ ที่ประกอบอยู่กับที่ดิน ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ

ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
ทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน เช่นกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง สิทธิจำนอง  ภารจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน เช่น กรรมสิทธิ์ในบ้าน สิทธิครอบครองในบ้าน สิทธิจำนองบ้าน สิทธิอาศัยในบ้าน
         
ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินเช่น กรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองใน คลอง บึง 

สังหาริมทรัพย์
ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย
   

 สิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน
                    
1.  สิทธิในสังหาริมทรัพย์ที่มีรูปร่าง
กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ สิทธิครอบครองรถยนต์  สิทธิการเช่ารถยนต์ สิทธิของผู้รับจำนำ  สิทธิยึดหน่วง

2.   สิทธิในสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง
ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิตามสัญญากู้ สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ  ฯลฯ

ทรัพย์แบ่งได้
ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้ง แต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว เช่น  น้ำตาล ข้าวสาร สุรา  กรวด  ทราย

ทรัพย์แบ่งไม่ได้
 ทรัพย์อันจะแยกออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์ และหมายความรวมถึงทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย
                     
ทรัพย์แบ่งไม่ได้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
                     
1.  ทรัพย์แบ่งไม่ได้โดยสภาพ
ทรัพย์ซึ่งเมื่อแบ่งแยกออกจากกันแล้ว จะทำให้ทรัพย์นั้นต้องเปลี่ยนภาวะ หรือรูปลักษณ์แตกต่างออกไปจากเดิม เช่น นาฬิกา  บ้านเรือน เสื้อ กางเกง โต๊ะ
2.  ทรัพย์แบ่งไม่ได้โดยอำนาจของกฎหมาย
ทรัพย์ที่แม้โดยสภาพจะแบ่งแยกได้ แต่กฎหมายบัญญัติให้ทรัพย์นั้นแบ่งแยกจากกันไม่ได้ เช่น หุ้นของบริษัทจำกัด ทรัพย์ส่วนควบ ภารจำยอม สิทธิจำนอง  เป็นต้น


ทรัพย์นอกพาณิชย์
 ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
                     
ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้
ทรัพย์ที่มิได้เป็นทรัพย์ตามกฎหมาย (เพราะทรัพย์จะต้องอาจถือเอาได้) ที่จะนำมาจำหน่ายจ่ายโอนได้ ทรัพย์นอกพาณิชย์ประเภทนี้ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์  ดวงดาว  ก้อนเมฆ  อุกกาบาต 


ทรัพย์ที่ไม่สามารถโอนกันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
หมายถึง ทรัพย์ที่หากจะโอนกันได้ จะต้องอาศัยอำนาจของกฎหมาย เช่น สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจะสละหรือโอนมิได้   ที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34

ส่วนควบของทรัพย์
ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป
เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น
                     
ลักษณะสำคัญของส่วนควบ
1.เป็นสาระสำคัญของกันและกันในความเป็นอยู่ของทรัพย์ รวมถึงโดยจารีตประเพณีด้วยและ
2.  ไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย  หรือ  ทำบุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนรูปทรงหรือสภาพ
          เช่น
          รถยนต์ ประกอบไปด้วย แชสซี ตัวถัง เครื่องยนต์  ล้อ   ดังนั้น ถ้าแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกมา  ก็จะทำให้ไม่มีสภาพความเป็นรถได้
          ตึก ประกอบด้วยส่วนสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของตึกโดยสภาพ  ได้แก่ อิฐ ปูน ทราย
          นาฬิกา ถ้าถอด เข็ม ลาน  จักร  ออกมา นาฬิกาก็ไม่สามารถเดินต่อได้ จึงถือว่า เข็ม ลาน จักร เป็นส่วนควบของนาฬิกา
          ตึก บ้านเรือนบนที่ดิน โดยสภาพทรัพย์ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่โดยสภาพของที่ดิน เพราะแม้จะรื้อตึกบ้านเรือนออกไปจากที่ดิน  ที่ดินก็ยังมีสภาพเป็นที่ดินอยู่ 
แต่โดยจารีตประเพณีทั่วไปถือว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นสาระสำคัญของที่ดิน     หรือ
          ครัว ตามจารีตประเพณีย่อมถือว่าเป็นสาระสำคัญของตัวเรือน

ข้อยกเว้นของกฎหมายที่ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบ
ไม้ล้มลุก หรือธัญชาติ  แม้จะเก็บเกี่ยวได้คราวเดียวหรือหลายคราวในแต่ละปี
ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราว
โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธิปลูกสร้างไว้


ใครคือเจ้าของส่วนควบ
ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น
แต่บทบัญญัติดังกล่าว ไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาด ดังนั้น เจ้าของทรัพย์จะทำนิติกรรมจำหน่ายทรัพย์โดยยกเว้นไม่ให้ส่วนควบของทรัพย์ตกติดไปด้วยก็ได้

อุปกรณ์ของทรัพย์
หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ ซึ่งโดยปกตินิยมเฉพาะถิ่นหรือโดยเจตนาชัดแจ้งของเจ้าของทรัพย์ที่เป็นประธาน เป็นของใช้ประจำอยู่กับทรัพย์ที่เป็นประธานเป็นอาจิณ เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน และเจ้าของทรัพย์ได้นำมาสู่ทรัพย์ที่เป็นประธานโดยการนำมาติดต่อหรือปรับเข้าไว้ หรือทำโดยประการอื่นใดในฐานะเป็นของใช้ประกอบกับทรัพย์ที่เป็นประธานนั้น
                     
ลักษณะสำคัญของอุปกรณ์
1.   อุปกรณ์จะต้องเป็นสังหาริมทรัพย์เสมอ
2.    อุปกรณ์จะต้องมีทรัพย์ประธาน
3.   อุปกรณ์กับทรัพย์ประธาน โดยหลักต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของคนเดียวกัน
4.    อุปกรณ์จะต้องเป็นของใช้ประจำอยู่กับทรัพย์ประธานเป็นอาจิณ
5.    อุปกรณ์ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์ประธาน นำมาสู่ทรัพย์ประธาน  ในฐานะที่เป็นเครื่องใช้เพื่อประโยชน์ในการจัดการ ดูแลใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ประธาน ข้อสำคัญของอุปกรณ์จะต้องเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ของทรัพย์ประธานเท่านั้น  ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของเจ้าของทรัพย์ประธาน

ใครคือเจ้าของอุปกรณ์
โดยหลักแล้ว ย่อมเป็นบุคคลคนเดียวกับบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์ประธาน เพราะเครื่องอุปกรณ์ย่อมตกติดไปกับทรัพย์ที่เป็นประธาน เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
ดอกผลของทรัพย์
แบ่งได้ 2 ประเภทคือ
1.  ดอกผลธรรมดา
2.  ดอกผลนิตินัย                     
ดอกผลธรรมดา
สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์ ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์ โดยการมีหรือใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยม และสามารถถือเอาได้เมื่อขาดจากทรัพย์นั้น

ลักษณะสำคัญของดอกผลธรรมดา
1.   ต้องเป็นทรัพย์ที่งอกเงยเพิ่มพูนจากตัวแม่ทรัพย์
2.   ต้องเกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากแม่ทรัพย์
3.   ดอกผลต้องถือเอาได้เมื่อขาดจากแม่ ทรัพย์แล้ว
 ดอกผลนิตินัย
ทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้มาเป็นครั้งคราวแก่เจ้าของทรัพย์จากผู้อื่นเพื่อการที่ได้ใช้ทรัพย์นั้น และสามารถคำนวณถือเอาได้เป็นรายวันหรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

ลักษณะสำคัญของดอกผลนิตินัย
1.    ต้องเป็นทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่น
ดอกผลที่เป็นทรัพย์ก็เช่น ดอกเบี้ย กำไร ค่าเช่า ค่าปันผล 
          คำว่า ประโยชน์อย่างอื่น หมายถึง ประโยชน์อย่างอื่นที่เกิดจากการใช้แม่ทรัพย์ หรือทรัพย์ประธาน ในลักษณะที่เป็นการตอบแทน เช่น  นาย ก. ยินยอมให้ นาย ข. พักอาศัยอยู่ในบ้าน โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่า แต่นาย ข. ตกลงที่จะตัดหญ้า หรือตกแต่งดูแลสนามหญ้าในบ้านนาย ก. ทุกเดือน

2.  ต้องเป็นทรัพย์ที่ตกได้แก่เจ้าของแม่ทรัพย์
          สิ่งที่ตกได้แก่เจ้าของแม่ทรัพย์ตามสัญญาหรือตามกฎหมาย ย่อมเป็นดอกผลนิตินัย เช่น เอาเงินออกให้กู้ยืม เอาบ้านออกให้เช่า  ดอกเบี้ยเงินกู้ หรือ ค่าเช่า ย่อมตกได้แก่เจ้าของแม่ทรัพย์

3.  เป็นทรัพย์ที่ตกได้แก่เจ้าของแม่ทรัพย์ ต้องเป็น   การตอบแทนจากผู้อื่นในการที่ได้ใช้แม่ทรัพย์
                  
เช่น  ค่าเช่า เป็นผลประโยชน์ที่ผู้เช่าให้แก่ผู้ให้เช่าหรือเจ้าของทรัพย์อันเนื่องมาจากการได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่า  แต่ถ้าไม่เป็นการตอบแทนจากผู้อื่นในการที่ผู้นั้นได้ใช้แม่ทรัพย์ก็ไม่เป็นดอกผลนิตินัย เช่น ให้เช่ารถยนต์เพื่อเป็นแท็กซี่รับส่งผู้โดยสาร ค่าเช่ารถเป็นดอกผลนิตินัย   แต่ค่าโดยสารรถแท็กซี่ซึ่งได้จากผู้โดยสาร ย่อมไม่ใช่ดอกผลนิตินัย เพราะเงินค่าโดยสารไม่ได้ตกแก่เจ้าของรถแท็กซี่  และไม่ได้เป็นการตอบแทนจากการที่ผู้เช่าได้ใช้รถแท๊กซี่

4.  ทรัพย์ที่ตกได้แก่เจ้าของแม่ทรัพย์จะต้องได้เป็นครั้งคราว จากการใช้แม่ทรัพย์
ทรัพย์ใดที่ได้คราวเดียวแก่เจ้าของแม่ทรัพย์ ย่อมไม่ใช่ดอกผลนิตินัย เช่น ขายรถยนต์ได้เงินมา เงินราคาค่ารถไม่เป็นดอกผลนิตินัย  แม้ว่าจะมีการผ่อนชำระก็ตาม
คำว่า ครั้งคราว ไม่ได้หมายความว่า จะต้องจ่ายกันเป็นครั้งคราวจริงๆ เพียงแต่ทรัพย์ที่ตอบแทนจากการที่ได้ใช้แม่ทรัพย์นั้น อาจคิดคำนวณได้เป็นครั้งคราว ก็จัดว่าเป็น ครั้งคราว  เช่น เช่ารายเดือนๆ ละ 800 บาท แต่ผู้เช่าเหมาจ่ายทั้งปีรวม 9,600 บาท เงินค่าเช่าทั้งปี ก็เป็นดอกผลนิตินัย

ข้อมูลโดย    สุพจน์  ศิริรัตนาวราคุณ   อาจารย์ประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ 
               มหาวิทยาลัยโยนก
 

สาบสูญ


สาบสูญ
          เมื่อบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ดังกล่าวแล้วในเรื่องผู้ไม่อยู่ แต่หากให้ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ดูแลทรัพย์สินไปเรื่อยๆ  ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ไม่อยู่จะกลับมาเมื่อใด เพื่อเป็นการยุติปัญหานี้ กฎหมายจึงบัญญัติเรื่องสาบสูญไว้


          หลักเกณฑ์ของการเป็นคนสาบสูญ

            มาตรา 61  ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี  เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้
            ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือสองปี
1.  นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง  ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงครามและ
หายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว
2.  นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทางอับปาง  ถูกทำลาย หรือสูญหายไป
3.  นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (1)หรือ(2) ได้ผ่านพ้นไปถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น
มาตรา 61  เป็นระยะเวลาที่ศาลจะอาศัยเป็นเหตุในการสี่งให้บุคคลใดสาบสูญเนื่องจาก
บุคคลผู้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลานานพอสมควร โอกาสที่จะมีชีวิตรอดกลับมาจึงน้อยมาก  กฎหมายจึงสันนิษฐานว่าบุคคลนั้นเป็นผู้สาบสูญ  โดยแบ่งแยกเป็นสองกรณี คือ กรณีธรรมดา และกรณีพิเศษ

          หลักเกณฑ์ของมาตรา 61 แบ่งออกเป็น 5 ประการ คือ

1. บุคคลนั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ คือ  โดยไม่มีใครทราบว่า บุคคลนั้นไปจาก
บ้านหรือถิ่นที่อยู่แล้วไปที่ใด  (ต้องเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 ปี) ก็ถือว่าบุคคลนั้นไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา 5 ปี  ให้นับในวันรุ่งขึ้น

2.  ไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร  กล่าวคือ ไม่แน่ว่าบุคคลดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่
หรือตาย  ถ้าหากมีใครพบเห็นหรือได้ทราบข่าวว่าบุคคลนั้นมีชีวิต หรือเห็นครั้งหลังสุดเมื่อใดกำหนดเวลา 5 ปีก็ต้องนับจากนั้นไป ไม่ใช่นับจากบุคคลนั้นไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่  หรือหากทราบว่าบุคคลนั้นมีชีวิตอยู่ก็จะไม่เข้าหลักเกณฑ์การสาบสูญ  หรือถ้าทราบแน่ชัดว่าบุคคลนั้นตายก็จะไม่เข้าเรื่องสาบสูญเช่นกัน เพราะถ้าบุคคลตายแล้ว สภาพบุคคลของบุคคลนั้นก็จะสิ้นสุดตามมาตรา 15 วรรค 2 และทรัพย์สินของผู้ตายก็จะตกทอดไปยังทายาทโดยผลของกฎหมายทันที
          ข้อสังเกต  ถ้าผู้ไม่อยู่ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่แล้วเป็นเวลา 4 ปี 11 เดือน แล้วมีใครไปพบเห็นเข้า ดังนี้ ก็จะทำให้ไม่สามารถนำมาตรา 61 มาใช้บังคับได้ กล่าวคือ การนับระยะเวลา 5 ปีนั้น ต้องเริ่มนับใหม่ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 193/3 เช่น ผู้ไม่อยู่ได้ไปจาภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา 4 ปี 11 เดือน แล้ว มีผู้พบเห็นผู้ไม่อยู่ที่สิงคโปร์ ต่อจากนั้นก็ไม่เห็นเลย ดังนั้น จะทำให้ระยะเวลา 4 ปี 11 เดือนนั้นถูกลบล้างไป และมีผลทำให้ต้องเริ่มนับใหม่

3.    ระยะเวลาล่วงไปตามที่กำหนดไว้ในกรณีทั่วไป 5 ปี ในกรณีพิเศษ มาตรา 61 1(1)-(3)
เป็นเวลา 2 ปี นับแต่แรกที่ไม่มีใครทราบว่าตาย หรือทำนองเดียวกับมาตรา 48 วรรค 2  ถ้าไม่มีใครทราบข่าวเลยตั้งแต่แรกไปจากที่อยู่ก็นับเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นจากวันนั้นตามมาตรา 193/3,193/4

4.    ผู้มีส่วนได้เสียหรือพักงานอัยการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้นั้นเป็นคนสาบสูญ ผู้มี
ส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้จะได้ประโยชน์หากศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญหรือจะเสียประโยชน์หากศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญ ดังนั้น ถ้าไม่ได้หรือเสียประโยชน์จากการที่ศาลสั่งแสดงความสาบสูญ ก็ไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลแสดงสาบสูญ เช่น เป็นผู้ไม่มีสิทธิรับมรดกก็จะร้องขอให้ศาลแสดงว่าเจ้ามรดกสาบสูญไม่ได้

3.    กรณีที่บุคคลใดตกอยู่ในอันตราย กฎหมายกำหนดเวลาเพียง 2 ปี โดยเริ่มนับแต่ 
1.     นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงครามและหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว
2.    นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหายไป
3.    นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) หรือ (2) ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น

คำว่า  อันตราย  (มาตรา 61 (3) )ในที่นี้หมายความถึงอันตรายแก่ชีวิต กฎหมายระบุกรณี
ไปอยู่ในการรบหรือสงคราม  ตกอยู่ในยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทางอับปาง  ถูกทำลาย หรือสูญหายไป หรือเหตุอื่น เช่น เพลิงไหม้ทั้งโรงงาน มีคนตายบ้าง มีคนหายสาบสูญไปบ้าง  หรือภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว เกิดอุบัติเหตุ โดยการระเบิดของปรมาณู ดังนี้เป็นต้น  เมื่ออันตรายนั้นผ่านพ้นไปแล้วและตลอดเวลานั้น ไม่มีใครทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่  บทบัญญัติดังนี้ไม่เปิดโอกาสให้ตีความว่านับตั้งแต่เริ่มมีอันตราย เช่น เริ่มตกอยู่ในสมรภูมิ โดยไม่มีใครทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่เพราะกฎหมายบัญญัตินับตั้งแต่วันสงครามสิ้นสุดลงหรือนับแต่วันที่ยานพาหนะนั้นอับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป หรือมีเหตุอันตรายได้ผ่านพ้นไป  ถ้ารบกันหกปีก็ต้องรอจนครบ 2 ปี หลังจากสงบศึก

1.    บุคคลซึ่งอยู่ในการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามนั้น

บุคคลซึ่งอยู่ในการรบหรือสงคราม จะเป็นบุคคลทั่วไป หรือเป็นทหารก็ได้  ดังนั้น ถ้า
เกิดสงครามในท้องที่นั้นและบุคคลนั้นอยู่ที่นั้น ๆ ก็ถือได้ว่าอยู่ในความหมายนี้
                    การรบหรือสงคราม  สงครามที่แท้จริงตามกฎหมายระหว่างประเทศต้องมีการประกาศสงคราม เช่น สงครามโลกครั้งที่ 2  ประเทศที่เข้าร่วมสงครามก็ได้ประกาศสงครามสำหรับสงครามในเวียดนามนั้น  ไม่มีประเทศใดประกาศสงคราม ไม่ว่าเวียดนามเหนือหรือสหรัฐอเมริกา ฉะนั้น ในกรณีสงครามกลางเมืองหรือสงครามเบ็ดเสร็จ Total Warfare  ไม่มีการประกาศสงคราม และฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็พยายามปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าร่วมสงครามด้วย  ถ้าพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศอาจจะไม่ใช่เป็นสงครามก็ได้  แต่เมื่อพิจารณาตามเจตนารมณ์ของมาตรา 61 เข้าใจว่าบริเวณที่มีการต่อสู้ทำศึกเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นสงครามแล้ว

          2.  ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทางอับปาง  ถูกทำลาย หรือสูญหายไป
                    “ยานพาหนะ  มีความหมายกว้างรวมถึงอากาศยาน  เรือ และยานพาหนะอื่นซึ่งรวมถึงรถยนต์ด้วย
                    “อับปาง  หมายถึง  เรือแตก เรือล่ม เรือจม  ดังนั้น ก็ย่อมจะไม่รวมถึงเรือถูกจับ เช่นเรือประมงไทยที่เคยถูกพม่า เขมร หรือเวียดนามจับไปแล้วยึดเรือและจับลูกเรือไปขังเป็นปี ๆ ในกรณีนี้จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้
          3.  สำหรับข้อที่ว่า ไปตกต้องในฐานะที่จะเป็นภยันตรายแก่ ชีวิตประการอื่นใด เป็นกรณีทั่ว ๆ ไป นอกจากที่กล่าวมาใน (1)-(2) ได้ผ่านพ้นไป  เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้โรงงาน อุทกภัย อัคคีภัย โรคระบาดต่าง ๆ เป็นต้น
 
ผลของคำสั่งแสดงความสาบสูญ

            มาตรา 62  บุคคลซึ่งอาจได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่าถึงแก่ความตาย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ในมาตรา 61

            ผลของคำสั่งศาลที่สั่งให้ผู้ไม่อยู่เป็นคนสาบสูญในกรณีทั่วไป กฎหมายให้ถือว่าถึงแก่ความตาย เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร  และในกรณีพิเศษนั้นให้นับแต่เมื่อครบ 2 ปีนับแต่เหตุการณ์ตาม 61(1)-(3) ให้สิ้นสุดลง (มาตรา 62)  อันจะกระทบกระเทือนถึงทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบ
ต่าง ๆ ของผู้สาบสูญด้วย  แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลมีคำสั่งแสดงความสาบสูญแล้ว มีผลย้อนหลังขึ้นนับตั้งแต่วันครบกำหนดเวลา 5 ปี หรือ 2 ปี ไม่ใช่วันที่ศาลมีคำสั่งสาบสูญ เมื่อศาลมีคำสั่งสาบสูญแล้ว ทรัพย์สินของผู้สาบสูญก็จะกลายเป็นมรดก (มาตรา 1602 และมาตรา 1599)  ตามมาตรา 1602  เมื่อบุคคลใดถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62  แห่งประมวลกฎหมายนี้  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท  สิทธิหรือฐานะทั้งหลายอันเป็นการเฉพาะตัวของผู้สาบสูญก็สิ้นสุดลง  ไม่อาจตกทอดเป็นมรดก (มาตรา 1600) ถ้าผู้สาบสูญได้ประกันชีวิตก็ทำให้ผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันชีวิตเรียกเงินจากบริษัทประกันชีวิตได้
          อย่างไรก็ตาม  กรณีที่กฎหมายมุ่งเฉพาะการตายตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตายโดยสาบสูญ เช่น เรื่องการขาดจากการเป็นสามีภริยา ตามมาตรา 1516 (5)  คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งต้องฟ้องหย่า จึงจะขาดจากการเป็นสามีภริยา  ทั้งนี้ ก็เพราะมาตรา 1501 บัญญัติว่า  ความตายหรือการหย่าเท่านั้นเป็นเหตุให้ขาดจากการสมรส  และตามมาตรา 1501 ใช้คำว่า ความตาย ต้องหมายถึง ตายตามธรรมชาติ  ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 1516 (5) มิฉะนั้นแล้วมาตรา 1516 (5) ก็จะเป็นหมันและขัดต่อมาตรา 1452 ทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1495  ดังนั้น  ถ้าหากว่าสามีถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว หญิงไปทำการสมรสโดยไม่ได้ฟ้องหย่าก่อน ผลเป็นไปตามมาตรา 1452 ประกอบกับมาตรา 1495

          มาตรา 1640  การรับมรดกแทนที่  เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้มีการรับมรดกแทนที่กันได้  และตามมาตรา 1652  การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดยธรรม  ทั้งนี้เพราะในส่วนที่เกี่ยวกับทายาทโดยธรรมสืบเนื่องจากการที่กฎหมายวางหลักไว้ใน มาตรา 1604  ว่าทายาทที่จะมีสิทธิรับมรดกได้ต่อเมื่อทายาทนั้นมีสภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกตาย  ฉะนั้น หากทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิรับมรดกคนใดถึงแก่ความตายไปเสียก่อนเจ้ามรดกตาย ทายาทคนนั้นก็ไม่มีสิทธิรับมรดก กรณีที่ทายาทโดยธรรมคนนั้นต้องคำสั่งศาลแสดงสาบสูญ ซึ่งมาตรา 62  ให้ถือว่าถึงแก่ความตายตามกฎหมาย  ก็คือว่าไม่มีสิทธิรับมรดก ถือเสมือนว่าไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกตาย กรณีนี้มาตรา 1642  ให้ผู้สืบสันดานของทายาทโดยธรรมที่สาบสูญนั้นรับมรดกแทนที่ได้ตามมาตรา 1639
          นอกจากนี้  มาตรา 1566(2)  อำนาจการปกครองตกอยู่แก่มารดาแต่ผู้เดียว  เมื่อไม่แน่นอนว่าบิดามีชีวิตยู่หรือตาย
          มาตรา 58 (3)  อำนาจของผู้จัดการทรัพย์สินย่อมสิ้นสุดลง เมื่อศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ

การถอนคำสั่งแสดงความสาบสูญ

            มาตรา 63  เมื่อบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญนั้นเอง  หรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ  ร้องขอต่อศาลและพิสูจน์ได้ว่าบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นยังมีชีวิตอยู่ก็ดีหรือว่าตายในเวลาอื่น ผิดไปจากเวลาดังระบุไว้ในมาตรา 62 ก็ดี  ให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญสั้น แต่การถอนคำสั่งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำไปโดยสุจริต ในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาถอนคำสั่งนั้น
            บุคคลผู้ได้ทรัพย์สินมาเนื่องแต่การที่ศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญ  แต่ต้องเสี่ยสิทธิของตนไป  เพราะศาลสั่งถอนคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

            การที่ศาลได้สั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญตามมาตรา 61 คือ บุคคลที่ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่รู้ว่าบุคคลนั้นอยู่หรือตาย แม้การตายเป็นการสันนิษฐานเด็ดขาด ถ้าหากต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่อาศัยเป็นมูลแห่งคำสั่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้นตามไปด้วย จึงต้องเพิกถอนคำสั่งนั้นตามหลักเกณฑ์ดังนี้คือ
1.    พิสูจน์ได้ว่าบุคคลที่สาบสูญนั้นยังมีชีวิตอยู่
2.    พิสูจน์ได้ว่าบุคคลที่สาบสูญตายในเวลาอื่นผิดไปจากที่แสดงว่าสาบสูญ
3.    มีผู้ร้องขอให้ศาลสั่ง  ซึ่งอาจเป็นผู้สาบสูญเองยังไม่ตายจึงมาร้องขอ หรือ ผู้มีส่วนได้
เสียหรือพนักงานอัยการซึ่งอาจร้องขอได้ทั้งในกรณีที่ผู้นั้นยังไม่ตาย หรือตายในเวลาอื่นด้วย

ที่ว่าตายในเวลาอื่นคงจะหมายถึงมีหลักฐานแสดงว่า มีผู้พบผู้สาบสูญตายก่อน
หรือหลังวันเริ่มนับกำหนด 5 ปี ทำให้วันตายเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งศาลต้องถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งสาบสูญใหม่  ผลของคำสั่งถอนคำสั่งแสดงความสาบสูญย่อมลล้างผลของคำสั่งเดิม ไม่ถือว่าเป็นการตายตามหลักเกณฑ์เดิม หรือถ้าตายในเวลาอื่น ดังนั้น มรดกย่อมตกทอดไปยังทายาทต่างกันไป ทรัพย์ที่ได้ไปเป็นมรดกย่อมต้องกลับคืนสภาพเดิม หรือแบ่งกันใหม่ตามเวลาตายที่ตายจริง  เหตุนี้บุคคลที่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งเดิมย่อมถูกกระทบกระเทือน เช่น ต้องคืนทรัพย์ที่ได้รับเป็นมรดกมา แต่ถ้าไม่มีทรัพย์จะคืนให้ มาตรา 63 จึงบัญญัติว่า การถอนคำสั่งนั้นไม่กระทบกระทั่งถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้กระทำไปโดยสุจริตก่อนมีคำสั่งเพิกถอน และบุคคลผู้ได้ทรัพย์สินมาเนื่องแต่คำสั่งแสดงความสาบสูญ ในกรณีที่ได้มาโดยสุจริตส่งคืนทรัพย์ตามหลักเรื่องลาภมิควรได้

          ที่ว่าทำไปโดยสุจริต คือ ผู้ทำกิจการนั้นหรือผู้ที่ได้ทรัพย์ไป  ไม่รู้ในขณะที่ทำการนั้นว่าความจริงไม่เป็นไปตามที่ศาลให้สั่งแสดงความสาบสูญ  กล่าวคือ ไม่รู้ว่าขณะที่ทำการนั้นว่าความจริงไม่เป็นไปตามที่ศาลให้สั่งแสดงความสาบสูญ กล่าวคือ ไม่รู้ว่าผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่รู้ว่ามีผู้พบเห็น  แต่เข้าใจว่าผู้นั้นถึงแก่ความตายแล้ว ก่อนหรือตายหลังจากวันได้ปรากฏในคำสั่งเดิม  หากรู้ความจริงถือว่าไม่สุจริต  ทั้งนี้ ไม่ต้องถึงกับมีเจตนาฉ้อโกง